Posted by: noooooy | 03/02/2011

ด้านการเลือกซื้อสินค้า

ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ด้านการเลือกซื้อสินค้ามีอะไรบ้าง ให้นักเรียนร่วมกันอภิปราย


Responses

  1. สาระสำคัญ ระบบการสื่อสารและเครือข่ายคอมพิวเตอร์

    ระบบเครือข่าย (Network System) หมายถึง การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป
    เข้าด้วยกัน เช่น การเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ภายในห้องเรียน ภายในองค์กร ระหว่าง อาคาร ระหว่างเมืองต่าง ๆ
    ตลอดไปจนถึงการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทั่วทั้งโลกที่เรียกว่า “อินเทอร์เน็ต” (Internet)
    การติดต่อสื่อสารข้อมูลในปัจจุบันมีรากฐาน มาจากความพยายามในการเชื่อม ต่อระหว่างคอมพิวเตอร์
    กับคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันโดยอาศัยระบบการสื่อสาร ต่อมาเมื่อมีการใช้คอมพิวเตอร์ มากขึ้นความต้องการในการ
    ติดต่อระหว่างคอมพิวเตอร์หลายเครื่องในเวลาเดียวกัน เรียกว่า ระบบเครือข่าย (Network System)

    ระบบสำนักงานอัตโนมัติ (Office Automation System) เป็นวิธีการทางด้านการสื่อสารข้อมูล
    ที่กำลังได้รับการนำมาประยุกต์ใช้ในระบบสำนักงาน ซึ่งเป็นระบบที่มี บุคคลากรในการทำงานน้อยที่สุด โดยอาศัย
    เครื่องมือแบบอัตโนมัติและระบบสื่อสารเชื่อมโยงข่าวสาร ระหว่างเครื่องมือเข้าด้วยกัน

    สำนักงานที่จัดว่าเป็นสำนักงานอัตโนมัติประกอบด้วยองค์ประกอบ สำคัญ คือ

    1. Networking System คือ ระบบข่ายงานที่เชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ระหว่างกันทั่วองค์กร
    2. Electronic Data Interchange คือ การสื่อสารข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน โดยอาศัยสัญญาณข้อมูล ข่าวสาร
    แบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบข่ายงาน
    3. Internet Working คือ การรวมตัวกันของระบบข่ายงานที่กระจายอยู่ทั่วโลก จนกลายเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่
    4. Paperless System คือ ระบบที่ไม่ใช้กระดาษบทบาทที่สำคัญอีกบทบาทหนึ่งคือการให้บริการข้อมูล

    ประโยชน์ ของการสื่อสารข้อมูล

    1. จัดเก็บข้อมูลได้ง่ายและสื่อสารได้รวดเร็ว

    2. ความถูกต้องของข้อมูล

    3. ความเร็วของการทำงาน

    4. ประหยัดต้นทุน

    มาตรฐานสำหรับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

    การทำงานในสำนัก งานจำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน โต๊ะทำงานแต่ละตัวจะเป็น
    เสมือนจุดหนึ่งของการประมวลผล การวิเคราะห์ การแยกแยะข้อมูลและส่งให้โต๊ะอื่นๆ หรือหน่วย อื่น ๆ ต่อไป
    การเชื่อมโยงเครือข่ายทำให้เกิดเป็นระบบแห่งการประมวลผล หรือทำให้คอมพิวเตอร์ หลาย ๆ ระบบเชื่อมเข้า
    ด้วยกัน ระบบสำนักงานอัตโนมัติจึงเป็นเรื่องของการประมวลผลในจุดต่าง ๆ แล้วส่งข้อมูลถึงกันผ่านทาง
    เครือข่ายคอมพิวเตอร์

    เหตุผลของการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้าหากัน เนื่องจากราคาของคอมพิวเตอร์ถูกลง
    และมีความต้องการเพิ่มขีดความสามารถของระบบโดยรวม เพราะอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวก็
    ทำงานได้ในตัวเองอย่างหนึ่ง แต่เมื่อรวมกันจะทำงานได้เพิ่มขึ้นและสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันและแลกเปลี่ยน
    ข้อมูลระหว่างกันได้

    การส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่าย จำเป็นต้องมีมาตรฐานกลางที่ทำให้คอมพิวเตอร์
    และอุปกรณ์ต่างรุ่น ต่างยี่ห้อ ทุกเครื่องหรือทุกระบบสามารถเชื่อมโยงกันได้ ในระบบเครือ ข่าย จะมีการดำเนิน
    งานพื้นฐาน ต่าง ๆ กัน เช่น การรับส่งข้อมูล การเข้าใช้งานเครือข่าย การพิมพ์งานโดยใช้ อุปกรณ์ของเครือข่าย
    เป็นต้น

    องค์กรว่าด้วยเรื่องมาตรฐานระหว่างประเทศ จึงได้กำหนด มาตรฐานการจัดระบบการเชื่อมต่อ
    สื่อสารเปิด (Open Systems Interconnection : OSI) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้ในการรับส่งข้อมูล
    ระหว่าง 2 ปลายทางใด ๆ บนเครือข่ายระบบสื่อสาร มีการแบ่งออกเป็นระดับ (Layer) ได้ 7 ระดับ โดยแต่
    ละระดับจะมีการกำหนดมาตรฐานในการติดต่อเป็นของตัวเอง และระดับ หนึ่งจะติดต่อกับระดับที่เท่ากัน
    ของอีกปลายหนึ่ง ระดับที่สูงกว่าจะสั่งงานและรับข้อมูลที่ประมวลผลแล้วจากระดับที่ต่ำกว่า โดยไม่จำเป็น
    ต้องทราบรายละเอียดของระดับที่ต่ำ กว่า

    การสื่อสารในระดับต่าง ๆ จะอาศัยการควบคุมเพื่อให้ระบบการทำงานนั้นเป็นไปอย่างถูกต้อง
    มีมาตรฐานโดยการสื่อสารข้อมูลแบบแพ็กเก็ต จะเกี่ยวพันกับ 3 ระดับล่าง ซึ่งได้แก่

    1. ระดับฟิสิคัล (Physical Layer) เป็นระดับที่เกี่ยวข้องกับการรับข้อมูลเป็นบิต ซึ่งเกี่ยวข้องกับระดับ
    แรงดันไฟฟ้าช่วงความถี่ คาบเวลา
    2. ระดับดาต้าลิงค์ (Data Link Layer) เป็นระดับที่ทำการแปลงการรับส่งข้อมูล ที่มีความไม่แน่นอน
    ให้แน่นอนขึ้น โดยการจัดรูปแบบข้อมูลเป็นบล็อก เช่น เฟรม (Frame) พร้อมทั้งมีการ ตรวจสอบข้อผิดพลาด
    3. ระดับเนตเวอร์ค (Network Layer) ทำการส่งข้อมูลเป็นแพ็กเก็ตเข้าไปในเนตเวอร์ค แพ็กเก็ต
    ก็อาจเดินทางไปอย่างอิสระ โดยมีการจ่าหน้าแอดเดรสของผู้รับและผู้ส่งวิธีนี้เรียกว่า Datagrame

    ปัจจุบันมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมากทั่วโลก แต่ละคนก็ใช้คอมพิวเตอร์ต่างแบบต่างรุ่นกัน
    ดังนั้นการสื่อสาร ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องอาศัยภาษากลางที่คอมพิวเตอร์สามารถเข้ากัน กันได้
    ซึ่งภาษากลางนี้มี ชื่อทางเทคนิคว่า “โปรโตคอล” (Protocol) สำหรับโปรโตคอลมาตรฐานที่ใช้ใน
    การสื่อสารบนอิน เทอร์เน็ตมีชื่อเรียกว่า TCP/IP ซึ่งได้แพร่หลายไปทั่วโลกพร้อมๆ กับเครือข่าย
    อินเทอร์เน็ต และเป็นโปรโตคอลที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน

    การทำงานของโปรโตคอล TCP/IP จะแบ่งข้อมูลที่เครื่องคอมพิวเตอร์ส่งไปยังเครื่องอื่นไปส่วนย่อยๆ
    (เรียกว่า แพ็คเก็ต : packet) และส่งไปตามเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยการกระจายแพ็กเก็ตเหล่านั้นไป
    หลายทาง โดยในแต่ละเส้นทางจะไปรวมกันที่จุดปลายทาง และถูกนำมารวมกันเป็นข้อมูลที่สมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง

    รูปแบบการทำงานของโปรโตคอล TCP/IP ที่มีการแบ่งข้อมูลและจัดส่งเป็นส่วนย่อย จะสามารถช่วย
    ป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในการติดต่อสื่อสารได้ เพราะถ้าข้อมูลเกิด สูญหายก็จะเกิดเป็น เพียงบางส่วน
    เท่านั้นมิใช่หายไปทั้งหมด ซึ่งคอมพิวเตอร์ปลายทางสามารถ ตรวจหาข้อมูลที่สูญ หายไปได้ และติดต่อให้
    คอมพิวเตอร์ต้นทางส่งเพียงเฉพาะข้อมูลที่หายไปมาใหม่อีกครั้งได้

    โปรโตคอล TCP/IP ถูกคิดค้นโดยรัฐบาลสหรัฐและถูกนำมาใช้กับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพี่อป้องกัน
    ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ในกรณีที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ใหญ่ในรัฐใดรัฐหนึ่งถูกโจมตีจนได้รับความ
    เสียหาย เครือข่ายคอมพิวเตอร์ส่วนที่เหลือก็ยังสามารถติดต่อถึงกันได้อยู่ เพราะข้อมูลจะถูกโอน ย้ายไปตามเส้น
    ทางอื่นในเครือข่ายแทน

    ความหมายของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

    เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network) คือกลุ่มของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
    ที่ถูกนำมาเชื่อมต่อกันผ่านอุปกรณ์ด้านการสื่อสารหรือสื่ออื่นใด ทำให้ผู้ใช้ในระบบ เครือข่ายสามารถติดต่อสื่อสาร
    แลกเปลี่ยนและใช้ อุปกรณ์ต่าง ๆ ของเครือข่ายร่วม กันได้

    การที่เครือข่ายคอมพิวเตอร์มีบทบาท และความสำคัญเพิ่มขึ้นเพราะไมโครคอมพิวเตอร์ได้รับการใช้งาน
    อย่างแพร่หลาย จึงเกิดความต้องการที่จะเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เหล่านั้นเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มขีดความ สามารถของระบบ
    ให้สูงขึ้นเพิ่มการใช้งานด้านต่าง ๆ และลดต้นทุนระบบโดยรวมลง เครือข่ายมีตั้งแต่ ขนาดเล็กที่เชื่อมต่อกันด้วย
    คอมพิวเตอร์ เพียงสองสามเครื่องเพื่อใช้งานในบ้าน หรือในบริษัทเล็กๆ ไปจนถึงเครือข่ายระดับโลกที่ครอบคลุมไป
    เกือบทุกประเทศ เครือข่ายสามารถเชื่อม ต่อคอมพิวเตอร์เป็นจำนวนมากทั่วโลกเข้าด้วยกันเราเรียกว่า เครือข่ายอินเทอร์เน็ต

    โครงสร้างของเครือข่ายคอมพิวเตอร์

    1. เครือข่ายเฉพาะที่ (Local Area Network : LAN)
    2. เครือข่ายเมือง (Metropolitan Area Network : MAN)
    3. เครือข่ายบริเวณกว้าง ( Wide Area Network : WAN

    การต่อเชื่อมเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระยะใกล้

    หากต้องการที่จะนำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาต่อเป็นระบบ โดยใช้ขีดความสามารถ เดิม
    ที่มีอยู่ สามารถทำได้ด้วยวิธีการง่าย ๆ ดังนี้

    1. การเชื่อมต่อผ่านช่องทาง Com1, Com2 และ LPT เป็นวิธีที่นำคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ต่อผ่านช่อง
    ทาง COM1 หรือ COM2 เพื่อการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างกัน
    2. การเชื่อมต่อเข้ากับบัฟเฟอร์เครื่องพิมพ์ เป็นการแบ่งกันใช้เครื่องพิมพ์เพื่อให้การใช้ทรัพยากร
    เครื่องพิมพ์ (Printer) เกิดประโยชน์มากขึ้น
    3. การเชื่อมต่อโดยใช้ระบบสลับสายข้อมูล เป็นวิธีการต่อขยายระบบแบบง่าย ๆ ที่ใช้มือช่วยระบบ
    สลับสายข้อมูลทำหน้าที่เหมือนชุมสายโทรศัพท์
    4. การเชื่อมต่อผ่านระบบผู้ใช้หลายคนหลายช่องทาง ระบบผู้ใช้หลายคนขนาดเล็ก ที่อยู่บนไมโคร
    คอมพิวเตอร์มีหลายระบบ เช่น ระบบยูนิกซ์ ระบบลีนุกซ์ ระบบดังกล่าวสามารถเชื่อมขยายเข้ากับสถานีย่อย
    ได้มาก เป็นระบบที่ใช้งานร่วมกันได้ในราคาประหยัด

    โครง สร้างระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Network Topology)

    เครือข่ายแบบบัส (Bus Network) เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ
    ด้วยสายเคเบิลยาวต่อ เนื่องไปเรื่อย ๆ โดยจะมีคอนเน็กเตอร์เป็นตัวเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เข้ากับสาย
    เคเบิล ในการส่งข้อมูลจะมีคอมพิวเตอร์เพียงตัวเดียวเท่านั้นที่สามารถส่งข้อมูลได้ ในช่วงเวลา หนึ่งๆ

    เครือข่ายแบบดาว (Star Network) เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ เข้ากับอุปกรณ์ที่เป็น
    จุดศูนย์กลางของเครือข่ายโดยการนำสถานีต่าง ๆ มาต่อร่วมกันกับหน่วยสลับสายกลาง การ ติดต่อสื่อสารระหว่างสถานี
    จะกระทำได้ด้วยการติดต่อผ่านทางวงจรของหน่วยสลับสายกลาง การทำงานของหน่วย สลับสายกลาง จึงเป็นศูนย์กลาง
    ของการติดต่อ วงจรเชื่อมโยงระหว่างสถานี ต่าง ๆ ที่ต้องการติดต่อกัน

    เครือข่ายแบบวงแหวน (Ring Network) เป็นเครือข่าย ที่เชื่อมต่อ คอมพิวเตอร์ด้วยสายคเบิล
    ยาวเส้นเดียวในลักษณะวงแหวน การรับส่งข้อมูลในเครือข่ายวงแหวน จะใช้ทิศทางเดียวเท่านั้น เมื่อคอมพิวเตอร์
    เครื่องหนึ่งส่งข้อมูลมันก็จะส่งไปยัง คอมพิวเตอร์เครื่องถัดไป ถ้าข้อมูลที่รับมาไม่ตรงตามที่คอมพิวเตอร์เครื่อง ต้นทาง
    ระบุ ก็จะส่งผ่านไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องถัดไปซึ่งจะเป็นขั้นตอน อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงคอมพิวเตอร์ปลายทาง
    ที่ถูกระบุตามที่อยู่จากเครื่องต้นทาง

    เครือข่ายแบบต้นไม้ (Tree Network) เป็นเครือข่ายที่มีผสมผสานโครงสร้างเครือ ข่ายแบบต่างๆ
    เข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ การจัดส่งข้อมูลสามารถส่งไปถึงได้ทุกสถานี การสื่อสารข้อมูลจะผ่านตัวกลาง
    ไปยังสถานีอื่น ๆ ได้ทั้งหมด เพราะทุกสถานีจะอยู่บนทางเชื่อม รับส่งข้อมูลเดียว กัน

    องค์ประกอบของเครือข่าย ประกอบด้วย

    ฮาร์ดแวร์ (Hardware)

    * คอมพิวเตอร์ (Client Computer)
    * เซอร์เวอร์ (Server)
    * ฮับ (Hub)
    * บริดจ์ (Bridge)
    * เราท์เตอร์ (Router)
    * เกตเวย์ (Gateway)
    *
    โมเด็ม (Modem)
    *
    เน็ตเวอร์ คการ์ด (Network Card)

    ซอฟต์แวร์ (Software)

    * ระบบปฏิบัติการของระบบเครือ ข่าย (Network Operating Sytems)
    *
    แอบพลิเคชั่น ของเครือข่าย (Network Application Sytems)

    ตัวนำข้อมูล (Media Transmission)

    สายส่งข้อมูล หรือ Cable เป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งในระบบ Network ที่ใช้เป็นทางเดินของข้อมูล
    ระหว่าง Workstation กับ Server มีลักษณะคล้ายสายไฟหรือสายโทรศัพท์แล้วแต่ชนิด ของ Cable แต่การเลือกใช้
    Cable นั้นควรคำนึงถึงความปลอดภัย (Safety) และคลื่นรบกวน (Interference) เป็นสำคัญ สายส่งข้อมูลที่ดี
    ไม่ควรเป็น ตัวนำไฟ เมื่อเกิดอัคคีภัยขึ้น และสามารถ ป้องกันคลื่นรบกวนจากอำนาจแม่เหล็ก และคลื่นวิทยุได้
    ลักษณะของสายส่งข้อมูล แบ่งได้ดังนี้

    สาย Coaxial Cable หรือ สาย Coax นอกจากใช้ในระบบ Network แล้วยังสามารถ นำไปใช้กับระบบ
    TV และ Mainframe ได้ด้วย สาย Coax นั้นเป็นสายที่ประกอบไปด้วยแกนของ ทองแดงหุ้มด้วยฉนวน และสายดิน
    (ลักษณะเป็นฝอย) หุ้มด้วยฉนวนบางอีกชั้นหนึ่ง ในปัจจุบันได้เปลี่ยนจากลวดทองแดงมาเป็นลวดเงินที่พันกันหลาย ๆ
    เส้นแทน ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรบกวน ที่เรียกว่า “Cross Talk” ซึ่งเป็นการรบกวนที่เกิดจากสายสัญญาณข้างเคียง

    * สาย Twisted Pair Cable เป็นสายส่งสัญญาณที่ประกอบไปด้วยสายทองแดง 2 เส้น ขึ้นไปบิดกันเป็นเกลียว
    (Twist) แล้วหุ้มด้วยฉนวน โดยแบ่งเป็น 2 แบบคือ แบบมี Shield และ แบบไม่มี Shield จะมีฉนวนในการ
    ป้องกันสัญญาณรบกวน หรือระบบป้องกันสัญญาณรบกวน โดยเรียกสาย Cable ทั้งสองนี้ว่า “Shielded Twisted Pair (STP)” และ “Unshielded Twisted Pair (UTP)”
    * สาย Shielded Twisted Pair (STP) หรือที่เรียกว่า “สายคู่ บิดเกลียวชนิดหุ้มฉนวน” เป็นสายคู่
    บิดเกลียวที่หุ้มด้วยฉนวนชั้น นอกที่หนาอีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันการรบกวนของคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า

    สาย Unshielded Twisted Pair (UTP) หรือที่เรียกว่า “สาย คู่บิดเกลียว ชนิดไม่หุ้มฉนวน”
    เป็นสายคู่บิดเกลียวที่หุ้มด้วยฉนวนชั้นนอกที่บางอีกชั้น ทำให้สะดวก ในการโค้งงอ สาย UTP เป็นสายที่มีราคาถูก
    และ หาง่าย แต่ป้องกันสัญญาณรบกวน ได้ไม่ดีเท่ากับสาย STP

    สาย Fiber Optic Cable เป็นสายใยแก้วนำแสงชนิดใหม่ ประกอบด้วยท่อใยแก้ว ที่มีขนาดเล็กและบาง มาก
    เรียกว่า “CORE” ล้อมรอบด้วยชั้นของใยแก้วที่เรียกว่า “CLADDING” อัตราการส่งถ่ายข้อมูลสูงถึง 565 เมกะบิตต่อวินาที หรือมากกว่า ป้องกันสัญญาณรบกวน ได้ดีมาก ขนาดของสายเล็กมากและเบามากแต่มีราคาแพง
    นอกจากการสื่อสารข้อมูลตามสายรูปแบบต่าง ๆ แล้ว ยังมีการส่งข้อมูลแบบไร้สาย (Wireless Transmission)
    ซึ่งเป็นการส่งข้อมูลผ่านบรรยากาศโดยไม่ต้องอาศัยสายส่ง สัญญาณใด ๆ เช่น ระบบไมโครเวฟ ดาวเทียมสื่อสาร
    โทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นต้น ซึ่งเป็น สัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่แตก ต่างกัน ทำให้การสื่อสาร ทำได้รวดเร็ว
    และครอบคลุมทุกมุมโลก

  2. 1.ภาพรวมตลาดประเภท Garment
    จากสถิติทางการค้าประเทศแคนาดาปี 2548 (ซึ่งเป็นตัวเลขล่าสุด) มูลค่าการบริโภคสินค้า เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย (Canadian Apparel Consumption) ของประชากรในประเทศแคนาดาปี 2548 มีมูลค่าประมาณ 21 พันล้านเหรียญแคนาเดียนซึ่งเป็นสัดส่วนร้อยละ 6.8 ของ Total Retail Sale ของประเทศ (มูลค่า 307 พันล้านเหรียญแคนาเดียน) โดยตลาดสินค้าเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย แบ่งได้ดังนี้
    • ตลาดเสื้อผ้าสุภาพสตรีคิดเป็น 11.5 พันล้านเหรียญแคนาดา ( 55%)
    • ตลาดเลื้อผ้าสุภาพบุรุษคิดเป็น 6 พันล้านเหรียญแคนาดา ( 29%)
    • ตลาดเสื้อผ้าสำหรับเด็ก และเสื้อผ้าโอกาสลักษณะพิเศษคิดเป็น 3.5 พันล้านเหรียญแคนาดา
    ( 16%)
    2.ลักษณะธุรกิจ Made-to-Measure
    2.1 ธุรกิจบริการผลิตเสื้อผ้าแบบสั่งตัด
    ส่วนใหญ่เป็นตลาดขนาดเล็ก ดำนินการโดยช่างตัดเย็บเพียง 1- 2 รายเท่านั้น ดำเนินธุรกิจรับตัดเสื้อผ้าและสินค้าอื่นๆ เช่น รับตัดชุดทำงานสำหรับสุภาพบุรษ หรือตัดชุดวิวาห์สำหรับสตรี ชุดเพื่อนเจ้าสาว ชุดมารดาของจ้าสาว เป็นต้น มีขั้นตอนการดำเนินงานดังต่อไปนี้
    1) ลูกค้านำแบบเสื้อผ้าที่ต้องการ หรือวัตถุดิบผ้าที่มีอยู่ หารือกับช่างตัดเสื้อ
    2) ลูกค้ากับช่างตัดเสื้อ ตัดสินใจเลือกวัตถุดิบผ้าที่จะใช้สำหรับตัดเย็บ ดังนั้นช่างตัดเสื้อจึงควรให้คำแนะนำในเรื่องวัตถุดิบที่เข้ากับแบบเสื้อ
    3) ช่างตัดเสื้อวัดตัวลูกค้า พร้อมทำแบบโครงร่างคร่าวๆ
    4) ลูกค้านัดมาลองตัวครั้งแรก เพื่อทำการแก้ไขโครงร่าง ขนาดให้เหมาะสม
    5) ช่างตัดเสื้อดำเนินการตัดเย็บโดยใช้ผ้าจริงตามแบบ และขนาดที่ได้ลองตัวไว้
    6) ลูกค้านัดมาลองตัวครั้งที่ 2 ตามรูปแบบที่ออกแบบไว้ข้างต้นเพื่อตรวจสอบ แก้ไขอีกครัง
    7) เมื่อช่างตัดเสื้อตัดเย็บเสื้อผ้าตามที่ออกแบบเรียบร้อยแล้ว ลูกค้าทำการลองเสื้อผ้าอีกครั้ง เพื่องานตัดเย็บที่สมบูรณ์แบบ
    2.2 ธุรกิจบริการตัดเย็บเสื้อผ้า และรับตัด / แก้ไขเสื้อผ้า
    ส่วนใหญ่ดำเนินการโดยช่างตัดเสื้อทั่วไปที่ไม่เป็นที่รู้จักในสังคม และมีปริมาณการตัดเย็บเสื้อผ้าสั่งตัดที่ค่อนข้างน้อย จึงดำเนินงานแก้ไขเสื้อผ้าเป็นหลักซึ่งสามารถสร้างผลกำไรสำหรับธุรกิจได้ค่อนข้างดี
    ธุรกิจตั้งอยู่ในทำเลการค้าที่เหมาะสม เช่น บริเวณห้างสรรพสินค้า หรือ ชุมชนที่มีแหล่งสัญจรสูง เป็นต้น
    2.4 ธุรกิจจำหน่ายเสื้อผ้าขนาดใหญ่
    ห้าง Coppley Apparel Group ตั้งอยู่นครโตรอนโต ประเทศแคนาดา เป็นธุรกิจจำหน่าย / ผลิตชุดทำงานสำหรับสุภาพบุรษขนาดใหญที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ พร้อมให้บริการรับสั่งตัดชุดทำงานตามแบบที่ลูกค้าต้องการโดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเข้าช่วยในการวัดตัวและตัดเย็บ ทางห้างฯนี้ ได้รับความนิยมในการตัดเย็บเป็นอย่างสูง โดยมีลูกค้าร้อยละ 30 เลือกใช้บริการตัดเย็บนี้
    เทคโนโลยีที่ทางห้าง Coppley Apparel Group นำมาใช้สำหรับการวัดตัว / ตัดเย็บ ได้แก่ การใช้กระดาษขนาดใหญ่สำหรับวัดตัว กล้องถ่ายรูป และเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อบันทึกขนาดและสัดส่วน ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะสามารถกำหนดรูปแบบ ขนาด สัดส่วนตามที่ลูกค้าต้องการอย่างถูกต้องและแม่นยำ โดยไม่จำเป็นต้องทำการตัด / แก้ไขหลังจากตัดเย็บเรียบร้อยเหมือนดังที่ผ่านมา หากลูกค้าพึงพอใจสั่งตัดเสื้อผ้าตามที่ต้องการ ทางร้านฯ จะใช้เวลาดำเนินงานตัดเย็บ พร้อมจัดส่งในระยะเวลา 7 -12 วันทั่วประเทศแคนาดาและสหรัฐอเมริกา
    ด้านราคาตัดเย็บชุดทำงานสำหรับสุภาพบุรษ ทางร้านฯ กำหนดราคาประมาณ 995 – 4,000 เหรียญแคนาดา (หรือราว 32,000 บาท – 130,000 บาท) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบ เนื้อผ้า และวัสดุที่ใช้ในการตัดเย็บ ปัจจุบันทางร้านประมาณการลงทุนสำหรับเทคโนโลยีการตัดเย็บ 500,000-700,000เหรียญแคนาดาต่อปี และยังมีการแนะนำการตัดเย็บ เปิดให้เยี่ยมชมธุรกิจ และเสนอขายเทคโนโลยีและอุปกรณ์สำหรับการตัดเย็บให้กับร้านขายเสื้อผ้าค้าปลีกทั่วไป เพื่อพัฒนา และสร้างมูลค่าให้กับสินค้า เพราะธุรกิจบริการด้านการตัดเย็บสามารถสร้างผลกำไรได้ดีกว่าร้อยละ 20 ของการวางขายชุดสำเร็จรูป
    ที่อยู่ / ข้อมูลในการติดต่อห้างฯ
    Coppley Apparel Group
    56 York Blvd., PO Box 2024
    Hamilton, ON L8N 3S6
    Tel: 1-905-529-1112 Fax: 1-905-521-0847
    Email: http://www.coppley.com

  3. ประโยชน์ของการสื่อสารข้อมูล

    ความสำคัญของการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นสิ่งที่ตระหนักกันอย่างมากในปัจจุบัน ด้วยเหตุว่าการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์มีประโยชน์หลายประการ ด้วยกันคือ
    1. จัดเก็บข้อมูลได้ง่ายและสื่อสารได้รวดเร็ว การจัดเก็บข้อมูลซึ่งอยู่ในรูปของสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ สามารถจัดเก็บไว้ในแผ่นบันทึก (Diskette) ที่มีความหนาแน่นสูงได้ แผ่นบันทึกแผ่นหนึ่งสามารถบันทึกข้อมูลได้มากกว่า 1 ล้านตัวอักษร สำหรับการสื่อสารข้อมูลนั้น ถ้าข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ได้ด้วยอัตรา 120 ตัวอักษรต่อวินาทีแล้ว จะสามารถส่งข้อมูล 200 หน้า ได้ในเวลา 40 นาที โดยที่ไม่ต้องเสียเวลามานั่งป้อนข้อมูลเหล่านั้นซ้ำใหม่อีก
    2. ความถูกต้องของข้อมูล โดยปกติมีการส่งข้อมูลด้วยสัญญาณทางอิเล็กทรอนิกส์ จากจุดหนึ่งไปยังจุดอื่นด้วยระบบดิจิทัล วิธีการรับส่งนั้นจะมีการตรวจสอบสภาพของข้อมูล หากข้อมูลผิดพลาดก็จะมีการรับรู้และพยายามหาวิธีการแก้ไขให้ข้อมูลที่ได้รับ มีความถูกต้อง โดยอาจให้ทำการส่งใหม่หรือกรณีผิดพลาดไม่มาก ฝ่ายผู้รับอาจใช้โปรแกรมของตนเองแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องได้
    3. ความเร็วของการทำงาน สัญญาณทางไฟฟ้าจะเดินทางด้วยความเร็วเท่าแสง ทำให้การใช้คอมพิวเตอร์ส่งข้อมูลจากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกซีกโลกหนึ่งหรือค้น หาข้อมูลจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ความรวดเร็วของระบบจะทำให้ผู้ใช้สะดวกสบายอย่างยิ่ง เช่น บริษัทสายการบินทุกแห่งสามารถทราบข้อมูลของทุกเที่ยวบินได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การจอง ที่นั่งของสายการบินสามารถทำได้ทันที
    4. ต้นทุนประหยัด การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ต่อเข้าหากันเป็นเครือข่าย เพื่อส่งหรือสำเนาข้อมูลทำให้ราคาต้นทุนของการใช้ข้อมูลไม่แพง เมื่อเทียบกับการจัดส่งแบบวิธีอื่น

  4. 1.ภาพรวมตลาดประเภท Garment
    จากสถิติทางการค้าประเทศแคนาดาปี 2548 (ซึ่งเป็นตัวเลขล่าสุด) มูลค่าการบริโภคสินค้า เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย (Canadian Apparel Consumption) ของประชากรในประเทศแคนาดาปี 2548 มีมูลค่าประมาณ 21 พันล้านเหรียญแคนาเดียนซึ่งเป็นสัดส่วนร้อยละ 6.8 ของ Total Retail Sale ของประเทศ (มูลค่า 307 พันล้านเหรียญแคนาเดียน) โดยตลาดสินค้าเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย แบ่งได้ดังนี้
    • ตลาดเสื้อผ้าสุภาพสตรีคิดเป็น 11.5 พันล้านเหรียญแคนาดา ( 55%)
    • ตลาดเลื้อผ้าสุภาพบุรุษคิดเป็น 6 พันล้านเหรียญแคนาดา ( 29%)
    • ตลาดเสื้อผ้าสำหรับเด็ก และเสื้อผ้าโอกาสลักษณะพิเศษคิดเป็น 3.5 พันล้านเหรียญแคนาดา
    ( 16%)
    2.ลักษณะธุรกิจ Made-to-Measure
    2.1 ธุรกิจบริการผลิตเสื้อผ้าแบบสั่งตัด
    ส่วนใหญ่เป็นตลาดขนาดเล็ก ดำนินการโดยช่างตัดเย็บเพียง 1- 2 รายเท่านั้น ดำเนินธุรกิจรับตัดเสื้อผ้าและสินค้าอื่นๆ เช่น รับตัดชุดทำงานสำหรับสุภาพบุรษ หรือตัดชุดวิวาห์สำหรับสตรี ชุดเพื่อนเจ้าสาว ชุดมารดาของจ้าสาว เป็นต้น มีขั้นตอนการดำเนินงานดังต่อไปนี้
    1) ลูกค้านำแบบเสื้อผ้าที่ต้องการ หรือวัตถุดิบผ้าที่มีอยู่ หารือกับช่างตัดเสื้อ
    2) ลูกค้ากับช่างตัดเสื้อ ตัดสินใจเลือกวัตถุดิบผ้าที่จะใช้สำหรับตัดเย็บ ดังนั้นช่างตัดเสื้อจึงควรให้คำแนะนำในเรื่องวัตถุดิบที่เข้ากับแบบเสื้อ
    3) ช่างตัดเสื้อวัดตัวลูกค้า พร้อมทำแบบโครงร่างคร่าวๆ
    4) ลูกค้านัดมาลองตัวครั้งแรก เพื่อทำการแก้ไขโครงร่าง ขนาดให้เหมาะสม
    5) ช่างตัดเสื้อดำเนินการตัดเย็บโดยใช้ผ้าจริงตามแบบ และขนาดที่ได้ลองตัวไว้
    6) ลูกค้านัดมาลองตัวครั้งที่ 2 ตามรูปแบบที่ออกแบบไว้ข้างต้นเพื่อตรวจสอบ แก้ไขอีกครัง
    7) เมื่อช่างตัดเสื้อตัดเย็บเสื้อผ้าตามที่ออกแบบเรียบร้อยแล้ว ลูกค้าทำการลองเสื้อผ้าอีกครั้ง เพื่องานตัดเย็บที่สมบูรณ์แบบ
    2.2 ธุรกิจบริการตัดเย็บเสื้อผ้า และรับตัด / แก้ไขเสื้อผ้า
    ส่วนใหญ่ดำเนินการโดยช่างตัดเสื้อทั่วไปที่ไม่เป็นที่รู้จักในสังคม และมีปริมาณการตัดเย็บเสื้อผ้าสั่งตัดที่ค่อนข้างน้อย จึงดำเนินงานแก้ไขเสื้อผ้าเป็นหลักซึ่งสามารถสร้างผลกำไรสำหรับธุรกิจได้ค่อนข้างดี
    ธุรกิจตั้งอยู่ในทำเลการค้าที่เหมาะสม เช่น บริเวณห้างสรรพสินค้า หรือ ชุมชนที่มีแหล่งสัญจรสูง เป็นต้น
    2.4 ธุรกิจจำหน่ายเสื้อผ้าขนาดใหญ่
    ห้าง Coppley Apparel Group ตั้งอยู่นครโตรอนโต ประเทศแคนาดา เป็นธุรกิจจำหน่าย / ผลิตชุดทำงานสำหรับสุภาพบุรษขนาดใหญที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ พร้อมให้บริการรับสั่งตัดชุดทำงานตามแบบที่ลูกค้าต้องการโดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเข้าช่วยในการวัดตัวและตัดเย็บ ทางห้างฯนี้ ได้รับความนิยมในการตัดเย็บเป็นอย่างสูง โดยมีลูกค้าร้อยละ 30 เลือกใช้บริการตัดเย็บนี้
    เทคโนโลยีที่ทางห้าง Coppley Apparel Group นำมาใช้สำหรับการวัดตัว / ตัดเย็บ ได้แก่ การใช้กระดาษขนาดใหญ่สำหรับวัดตัว กล้องถ่ายรูป และเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อบันทึกขนาดและสัดส่วน ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะสามารถกำหนดรูปแบบ ขนาด สัดส่วนตามที่ลูกค้าต้องการอย่างถูกต้องและแม่นยำ โดยไม่จำเป็นต้องทำการตัด / แก้ไขหลังจากตัดเย็บเรียบร้อยเหมือนดังที่ผ่านมา หากลูกค้าพึงพอใจสั่งตัดเสื้อผ้าตามที่ต้องการ ทางร้านฯ จะใช้เวลาดำเนินงานตัดเย็บ พร้อมจัดส่งในระยะเวลา 7 -12 วันทั่วประเทศแคนาดาและสหรัฐอเมริกา
    ด้านราคาตัดเย็บชุดทำงานสำหรับสุภาพบุรษ ทางร้านฯ กำหนดราคาประมาณ 995 – 4,000 เหรียญแคนาดา (หรือราว 32,000 บาท – 130,000 บาท) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบ เนื้อผ้า และวัสดุที่ใช้ในการตัดเย็บ ปัจจุบันทางร้านประมาณการลงทุนสำหรับเทคโนโลยีการตัดเย็บ 500,000-700,000เหรียญแคนาดาต่อปี และยังมีการแนะนำการตัดเย็บ เปิดให้เยี่ยมชมธุรกิจ และเสนอขายเทคโนโลยีและอุปกรณ์สำหรับการตัดเย็บให้กับร้านขายเสื้อผ้าค้าปลีกทั่วไป เพื่อพัฒนา และสร้างมูลค่าให้กับสินค้า เพราะธุรกิจบริการด้านการตัดเย็บสามารถสร้างผลกำไรได้ดีกว่าร้อยละ 20 ของการวางขายชุดสำเร็จรูป
    ที่อยู่ / ข้อมูลในการติดต่อห้างฯ
    Coppley Apparel Group
    56 York Blvd., PO Box 2024
    Hamilton, ON L8N 3S6
    Tel: 1-905-529-1112 Fax: 1-905-521-0847
    Email: http://www.coppley.com

  5. 1.ภาพรวมตลาดประเภท Garment
    จากสถิติทางการค้าประเทศแคนาดาปี 2548 (ซึ่งเป็นตัวเลขล่าสุด) มูลค่าการบริโภคสินค้า เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย (Canadian Apparel Consumption) ของประชากรในประเทศแคนาดาปี 2548 มีมูลค่าประมาณ 21 พันล้านเหรียญแคนาเดียนซึ่งเป็นสัดส่วนร้อยละ 6.8 ของ Total Retail Sale ของประเทศ (มูลค่า 307 พันล้านเหรียญแคนาเดียน) โดยตลาดสินค้าเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย แบ่งได้ดังนี้
    • ตลาดเสื้อผ้าสุภาพสตรีคิดเป็น 11.5 พันล้านเหรียญแคนาดา ( 55%)
    • ตลาดเลื้อผ้าสุภาพบุรุษคิดเป็น 6 พันล้านเหรียญแคนาดา ( 29%)
    • ตลาดเสื้อผ้าสำหรับเด็ก และเสื้อผ้าโอกาสลักษณะพิเศษคิดเป็น 3.5 พันล้านเหรียญแคนาดา
    ( 16%)
    2.ลักษณะธุรกิจ Made-to-Measure
    2.1 ธุรกิจบริการผลิตเสื้อผ้าแบบสั่งตัด
    ส่วนใหญ่เป็นตลาดขนาดเล็ก ดำนินการโดยช่างตัดเย็บเพียง 1- 2 รายเท่านั้น ดำเนินธุรกิจรับตัดเสื้อผ้าและสินค้าอื่นๆ เช่น รับตัดชุดทำงานสำหรับสุภาพบุรษ หรือตัดชุดวิวาห์สำหรับสตรี ชุดเพื่อนเจ้าสาว ชุดมารดาของจ้าสาว เป็นต้น มีขั้นตอนการดำเนินงานดังต่อไปนี้
    1) ลูกค้านำแบบเสื้อผ้าที่ต้องการ หรือวัตถุดิบผ้าที่มีอยู่ หารือกับช่างตัดเสื้อ
    2) ลูกค้ากับช่างตัดเสื้อ ตัดสินใจเลือกวัตถุดิบผ้าที่จะใช้สำหรับตัดเย็บ ดังนั้นช่างตัดเสื้อจึงควรให้คำแนะนำในเรื่องวัตถุดิบที่เข้ากับแบบเสื้อ
    3) ช่างตัดเสื้อวัดตัวลูกค้า พร้อมทำแบบโครงร่างคร่าวๆ
    4) ลูกค้านัดมาลองตัวครั้งแรก เพื่อทำการแก้ไขโครงร่าง ขนาดให้เหมาะสม
    5) ช่างตัดเสื้อดำเนินการตัดเย็บโดยใช้ผ้าจริงตามแบบ และขนาดที่ได้ลองตัวไว้
    6) ลูกค้านัดมาลองตัวครั้งที่ 2 ตามรูปแบบที่ออกแบบไว้ข้างต้นเพื่อตรวจสอบ แก้ไขอีกครัง
    7) เมื่อช่างตัดเสื้อตัดเย็บเสื้อผ้าตามที่ออกแบบเรียบร้อยแล้ว ลูกค้าทำการลองเสื้อผ้าอีกครั้ง เพื่องานตัดเย็บที่สมบูรณ์แบบ
    2.2 ธุรกิจบริการตัดเย็บเสื้อผ้า และรับตัด / แก้ไขเสื้อผ้า
    ส่วนใหญ่ดำเนินการโดยช่างตัดเสื้อทั่วไปที่ไม่เป็นที่รู้จักในสังคม และมีปริมาณการตัดเย็บเสื้อผ้าสั่งตัดที่ค่อนข้างน้อย จึงดำเนินงานแก้ไขเสื้อผ้าเป็นหลักซึ่งสามารถสร้างผลกำไรสำหรับธุรกิจได้ค่อนข้างดี
    ธุรกิจตั้งอยู่ในทำเลการค้าที่เหมาะสม เช่น บริเวณห้างสรรพสินค้า หรือ ชุมชนที่มีแหล่งสัญจรสูง เป็นต้น
    2.4 ธุรกิจจำหน่ายเสื้อผ้าขนาดใหญ่
    ห้าง Coppley Apparel Group ตั้งอยู่นครโตรอนโต ประเทศแคนาดา เป็นธุรกิจจำหน่าย / ผลิตชุดทำงานสำหรับสุภาพบุรษขนาดใหญที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ พร้อมให้บริการรับสั่งตัดชุดทำงานตามแบบที่ลูกค้าต้องการโดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเข้าช่วยในการวัดตัวและตัดเย็บ ทางห้างฯนี้ ได้รับความนิยมในการตัดเย็บเป็นอย่างสูง โดยมีลูกค้าร้อยละ 30 เลือกใช้บริการตัดเย็บนี้
    เทคโนโลยีที่ทางห้าง Coppley Apparel Group นำมาใช้สำหรับการวัดตัว / ตัดเย็บ ได้แก่ การใช้กระดาษขนาดใหญ่สำหรับวัดตัว กล้องถ่ายรูป และเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อบันทึกขนาดและสัดส่วน ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะสามารถกำหนดรูปแบบ ขนาด สัดส่วนตามที่ลูกค้าต้องการอย่างถูกต้องและแม่นยำ โดยไม่จำเป็นต้องทำการตัด / แก้ไขหลังจากตัดเย็บเรียบร้อยเหมือนดังที่ผ่านมา หากลูกค้าพึงพอใจสั่งตัดเสื้อผ้าตามที่ต้องการ ทางร้านฯ จะใช้เวลาดำเนินงานตัดเย็บ พร้อมจัดส่งในระยะเวลา 7 -12 วันทั่วประเทศแคนาดาและสหรัฐอเมริกา
    ด้านราคาตัดเย็บชุดทำงานสำหรับสุภาพบุรษ ทางร้านฯ กำหนดราคาประมาณ 995 – 4,000 เหรียญแคนาดา (หรือราว 32,000 บาท – 130,000 บาท) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบ เนื้อผ้า และวัสดุที่ใช้ในการตัดเย็บ ปัจจุบันทางร้านประมาณการลงทุนสำหรับเทคโนโลยีการตัดเย็บ 500,000-700,000เหรียญแคนาดาต่อปี และยังมีการแนะนำการตัดเย็บ เปิดให้เยี่ยมชมธุรกิจ และเสนอขายเทคโนโลยีและอุปกรณ์สำหรับการตัดเย็บให้กับร้านขายเสื้อผ้าค้าปลีกทั่วไป เพื่อพัฒนา และสร้างมูลค่าให้กับสินค้า เพราะธุรกิจบริการด้านการตัดเย็บสามารถสร้างผลกำไรได้ดีกว่าร้อยละ 20 ของการวางขายชุดสำเร็จรูป
    ที่อยู่ / ข้อมูลในการติดต่อห้างฯ
    Coppley Apparel Group
    56 York Blvd., PO Box 2024
    Hamilton, ON L8N 3S6
    Tel: 1-905-529-1112 Fax: 1-905-521-0847
    Email: http://www.coppley.com


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: